เที่ยวไปใหญ่

เที่ยวไปใหญ่: คน ชอบ กิน ท่องเทียว เฟี้ยว แงาะ https://www.facebook.com/yaitravel/ ถ้าชอบกดไลค์ ถ้าใช่กดแชร์

ad

Ads Here

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภูสอยดาว 2010 สามวันสองคืนที่ประทับใจ มิรู้ลืม กับเพื่อนๆ


 พี่แดง พี่นุ้ย พี่แอล พี่ส้ม พี่จุ๋ย พี่เอก พี่เอกอ้วน  น้องไอติม... พี่ตัง  พีเจ  น้องมิกกี้  พี่แสน
แถวหน้า  พี่เบียร์ น้องโบว์ น้องดอกหญ้า  พี่เวสป้า











อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก


วันที่ 11-14 สิงหาคม 2010
สามวันสองคืน ผมถ่ายรุป ไม่ถึงพัน จากวันละพันรุป
ทิ้งกล้องให้ลูกหาบ หลังจากกินข้าวเที่ยง
ทำไปได้ อิ้วๆ





วันที่ 1   วันที่ 
by  thejui/เดอะจุ๋ย to zidogang  พี่จุ๋ย เพือนผมคับ เป็นคน บรรยาย

เป็นทริปที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต
เป็นทริปที่โดนน้องๆตัดพ้อ กระทบกระเทียบมากที่สุดที่เคยจัดมา
เป็นทริปที่จดจำมากที่สุดในชีวิต


รุปทั้งหมด เข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ข้างล่างนี้
หลังจากเว้นช่วง ทุ่งแสลงหลวง ได้สักเดือน เราประมาณกันไว้ว่า ทริปต่างจังหวัดสักสองเดือนครั้ง
ผมก็เข้าเน็ตหาข้อมูล ไปไหนดี ไปไหนดี เว็บ12เดือน7ดาว9ตะวัน บอกว่าช่วงนี้ถ่ายดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาวเหมาะสุด เอ้า งั้นไปกัน ไปกัน




ได้เหยื่อมา16คน มีกระท่อนกระแท่นกันจะถอนไม่ถอนก้ันอยู่พักใหญ่ หลังจากทราบข้อมูลความกันดาร ตรากตรำ กับระยะทางเดินขึ้นเขา7กิโล บางตัวไม่อยากไปก็กลัวโดนผมด่า บางตัวด่าชาวบ้านเขา ป๊อด ไว้เยอะก็ต้องจำใจไป ส่วนใหญ่ที่ไปกันเพราะเห็นเพื่อนๆไปกันน่าหนุก ไปด้วยดีกว่า



ได้ฤกษ์คืนพุธ11 สิงหา รถออกit square ห้าทุ่มตรง สมาชิกพร้อมหน้า บนรถบัสลายน่ารัก ใครเห็นนึกว่ารถเด็กอนุบาล แต่คนนั่งเฉลี่ยอายุ30ขึ้น สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ออกทริปกางเตนท์กัน ด้วยความกลัวอดตาย ข้าว มาม่า หม้อ กะทะ เตาแก๊ส เพียบ แต่ว่ารถไม่มีที่เก็บของ ฉะนั้นใต้เบาะ ทางเดิน กลางรถจึงเต็มไปด้วยสัมภาระ เวลาเดินขึ้นลงแทบจะเหยียบไปบนสัมภาระ คืนแรกยังสดกัน ออกเดินทางด้วยความคึกคัก บวกกับนัดหมายที่ต้องรับอีก2สมาชิก ดอกหญ้าที่สมัครร่วมทริปมาทางzidopics และ แดง@นครสวรรค์ ที่นั่งก็แคบได้ใจ เหยียดขาไม่ได้ นึกหวั่นใจกับสภาพร่างกายตัวเองพรุ่งนี้เช้า ตี2 หน่อยสมาชิกครบถ้วน






ตัดไปที่ภูสอยดาวเลย แรกรถเลี้ยวเข้าหน้าอุทยาน เป็นไปตามคาดฝูงชนเต็มไปหมดเพราะเป็นช่วงหยุดยาว ส่วนใหญ่ชั่งน้ำหนักกันแล้ว แต่เราเพิ่งมาถึง ก็กลัวกันว่า ลูกหาบจะเหลือไหมวะ แต่ก็เหลือครับ


 รีบชั่งน้ำหนักกัน รวมๆทั้งของส่วนตัวและของส่วนกลางเกือบ300กิโล
กิโลละ20บาท คูณไปแล้วกัน คณะเราได้หมายเลขกลุ่ม22 



เดินหน้าครับ 9.44น. ผมออกนำ สดมาก นำหน้าเด็กๆอย่าง ไอติม น้องโบว์สมาชิกที่พี่ใหญ่ชวนมาจากทริป camerart และหลานชายผมมิคกี้เดินลิ่วๆ ทิ้งกลุ่มหลังมองไม่เห็น ทางเดินเย็นสบายๆ ร่มรื่น เลียบน้ำตก เดินไปมีเสียงน้ำตกให้ฟัง หลีกทางให้ลูกหาบแซงไปเป็นระยะแล้วก็มาเจอครับ บันได สูงชัน ขึ้นไปแล้วก็เจออีก เจออีก ไม่หมดสักที เริ่มหันไปถามไอติมผู้มีประสบการณ์มาแล้ว1รอบ "มียังงี้ตลอดทางไหมวะ"



มีพี่ ชันกว่านี้อีก" ดีใจจัง 30-40นาที ผ่านไป เพิ่งมาถึงเนินแรกในจำนวน6เนิน คือเนินส่งญาติ มีศาลาไม้ให้นั่ง ผมนั่งก่อนเลย เริ่มมองเห็นน้องๆค่อยๆไต่กันขึ้นมาจนครบ นั่งกินน้ำ กินขนมกันไปพลาง เห็นไอ้ชั้นสองโผล่มาคนสุดท้าย ทุกคนถามหา "เพื่อนมึงล่ะ" ซึ่งหมายถึงไอ้โจร ชั้นสองตอบชัดเจน "ไม่รู้ อยู่กะไอ้อ่างน่ะแหละ" เห็นมึงรักกันจังนะสาดดด ทีงี้ทิ้งกันเชียว ไอติม ดอกหญ้า โบว์ พี่ใหญ่ออกเดินทางกันต่อ หลานผมยืนจ้องแทนคำถาม จะไปกะเขาแล้วนะ จะไปไหม ผมเลยโบกมือบ๊ายบาย ไปก่อนเลย หาที่จองเตนท์ด้วยนะ แล้วผมก็ได้เห็นพวกนี้อีกทีบนยอดจริงๆ








พักกินข้าว ศาลา พระองภาฯ

รอบนี้สมาชิกรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ไม่นับอ่างกะโจรนะครับ ที่ไม่ทราบชะตากรรม เดินกันไป คุยกันไป หอบกันไป ก็เพลินๆนะ เพราะอากาศไม่ร้อน
ท้องเริ่มหิว เดินกันไปอีกเกือบชั่วโมง ประมาณ11โมงครึ่งได้ เจอศาลาที่พักที่ทางอุทยานสร้างให้ครั้ง องภาฯเสด็จเมื่อปีที่แล้ว พวกเราเลยตกลงกันว่านั่งพัก กินอาหารเที่ยงกันที่นี่ เจอพี่ใหญ่ซึ่งพวกเราชื่นชมกันว่าแกแข็งแรงเนอะ ไปกับกลุ่มเด็กๆได้ก่อน ที่ไหนได้มานอนตายอยู่ที่ศาลานี้ ทุกคนงัดเอาอาหารที่พกกันมา ออกมากินกัน ผมไปขอแย่งข้าวเหนียว หมูทอดจากเบียร์ พีเจ กิน เพราะอาหารกลางวันผม ไปกะหลานชายถึงไหนแล้วไม่รู้ ท้องอิ่มเดินกันต่อ พี่ใหญ่เริ่มทำลายธรรมชาติ ลดน้ำหนักเป้ที่แบกมาทำไมตั้ง5กิโล เริ่มโยนของลงข้างทาง อารมณ์ถ่ายรูปหายกันไปหมด


รุปสุดท้ายที่ผมถ่ายก่อนส่งกล้องให้ลุกหาบ  12.35น

เมื่อได้ความล้ามาแทนที่ พี่ใหญ่ อ่าง โจร ทำเหมือนกันหมด คือสละกล้องตัวเองกลางทาง ยอมจ่ายแพงให้ลูกหาบเอากล้องขึ้นไปให้ขาเริ่มช้ากันลง แต่ละก้าวเริ่มยากขึ้น ฝนก็ลงอีก ไปนั่งพักกันอีกที่เนินเสือโคร่ง ทุกคนใส่เสื้อฝนกัน ผมไม่มีเสื้อฝนอีก พีเจใจดี เสียสละเสื้อฝนมาให้ใส่คลุมกล้องตอนนี้เราเดินกันมาเกือบสี่ชั่วโมแล้ว เหลืออีกกิโลกว่าๆ แต่ภาพเบื้องหน้ามันช่างทำร้ายจิตใจยิ่งนัก เป็นภาพยอดเขาหญ้าสูงชันแหงนมองคอตั้งกันเชียว ถ้าสังเกตมองดีๆจะเห็นจุดสีๆเล็กๆเคลื่อนไหวอยู่ในพงหญ้า นั่นคือนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราเนี่ยแหละที่ใส่เสื้อกันฝนเดินกันอยู่ ใช่แล้ว นั่นคือเนินต่อไป ที่เราจะต้องเผชิญชะตากรรม ประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราก็มาเป็นจุดเล็กๆในพงหญ้าแทนพวกนั้น



เส้นทางโหดร้ายสมชื่อคือ เนินมรณะ สูงชัน ลื่น คดเคี้ยวไปมา เป็นเส้นทางวิบากที่มาในช่วงสุดท้ายตอนที่แรงหมดไปนานแล้วเดินไปแต่ละช่วง ใจก็นึกว่าถึงซะทีเถอะ แต่พอพ้นช่วงมา ก็เจอทางที่ขึ้นไปอีกเรื่อยๆไม่รู้จบสักที ยังดีที่หันมองมาแล้วได้เห็น ภาพเนินเขาสุดลูกหูลูกตายอดเขาสีเขียวสด ท้องฟ้าสีเข้ม ให้ได้ชื่นใจ ชดเชยกำลังทางใจมาได้หน่อย ขณะนี้ผมเหลือพี่ตัง แดง เบียร์ พีเจ ชั้นสอง อยู่กะผม
พี่ส้ม แอล ครู ทิ้งช่วงหายไปนานแล้ว


เกือบๆบ่ายสี่ก็พาตัวเองมาถึงจุดหมายแรก หมดเสียทีทางชัน หยุดพักหายใจ ถ่ายรูป ซึมชับบรรยากาศบนยอดกันเสียหน่อย เบียร์ทำหน้าที่น้องที่ ดี วิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ให้ วอ ถาม ลูกหาบที่เดินลงไปถึงข้างล่าง ว่าเจอตัวอะไรที่ดูขนาดหนักร้อยกิโลตายอยู่ข้างทางบ้างไหม ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า ยังมีชีวิตอยู่ เห็นกันอยู่ตรงเนินปราบเซียน มองเห็นลานกางเตนท์สีสันสดใสอยู่ข้าง หน้าแล้ว สบายใจไม่ต้องรีบแล้ว บรรยากาศบนยอดภูสวยตามภาพที่เห็นจริงๆ คงมีแต่ อุทยานแห่งชาตินี้ล่ะ
ที่ให้นักท่องเที่ยวได้มากางเตนท์กันท่ามกลาง ทุ่งดอกไม้แบบนี้ บนพื้นหญ้ามีทุ่งดอกหงอนนาคงอกกันรอบเตนท์เต็มไปหมด หมอกนี่ไม่ต้องพูดถึง มีตลอด24ชั่วโมง มองไปข้างหน้าได้ไม่ถึง50เมตรกันเลยทีเดียว แม้กระทั่งเที่ยงวัน

****************************************************

*********************************************************************************


thejui/เดอะจุ๋ย to zidogang show details 8:52 PM (9 minutes ago)

รุปทั้งหมด เข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ข้างล่างนี้




ผมเดินเข้าลานกางเตนท์ เห็นเพื่อนยืนยิ้มกันหน้าแป้นแล้น เสียงพี่ใหญ่เฮฮา แต่ละคนสภาพดูคึกคักไม่เหมือนคนเพิ่งผ่านวิบากกรรม7กิโลกัีนมาเลย พี่ใหญ่เอาน้ำฝนที่อุทยานรองใส่แทงค์ไว้บริการ ใส่ขวดน้ำมาให้กิน น้ำฝนบนยอดเขานี่มันชื่นใจจริงๆ หายเหนื่อย ก็ช่วยกันกางเตนท์ แบ่งที่นอนกัน ใครนอนเตนท์ไหน ตรงไหน ก็จับจองกัน ครูเตรียมเตนท์ใหญ่มานอนกันหลายคน เพราะเตนท์นี้ต้องเก็บ เสบียงทั้งหมด ครู ไอติม พี่ใหญ่ พี่ส้ม พี่ตัง นอนเตนท์นี้ ชั้นสองเท่สุด มีเตนท์ลายพราง เข้ากับเสื้อกันฝนที่มันใส่ คนอื่นต้องมาสอดท่อ ของชั้นสองมีคลิปล็อคกางแป๊ปเดียวเสร็จ กางเตนท์เสร็จ ก็ยังไม่มีวี่แวว โจร อ่าง สักพักลูกหาบมาเบิกเงินค่าแบกกล้องของ โจร กะ อ่าง ที่ยอมสละของรักตัวเอง แลกชีวิต ให้มาเบิกเงินกับคณะข้างบนนี้ พร้อมกับส่งข่าวว่ามาถึงเนินมรณะกันแล้ว

ของจากลูกหาบค่อยๆทะยอยกันขึ้นมาจนครบ พอพวกเรารับของก็ฝากให้ลูกหาบที่ส่งของเสร็จแล้วรีบลงเขากันไป ว่าฝากดูเพื่อนโจรเพื่อนอ่างด้วย ว่าตกหล่นอยู่ข้างทางตรงไหน ใครเอาของมาส่งคณะเราก็ฝากให้ดูไปด้วยทุกคน กางเตนท์เสร็จ ก็เริ่มกินอาหารเย็นกัน ข้าวสวยกับอาหารแห้งมื้อแรกบนยอดดอยอากาศเย็นๆ เหนื่อยๆนี่มันอร่อยจริงๆครับ กินอาหารเสร็จ เก็บข้าวของ





พี่เอกอ่าง หนัก 120 โล

พี่เอกโจร ไข่ดันขึ้น

บางคนก็ไปอาบน้ำ ที่ต้องบริการตัวเอง ด้วยการเบิกถังน้ำ คนละใบพร้อมขัน เดินไปตักน้ำในลำธารด้านหลังห้องน้ำ แล้วก็หิ้วมาอาบในห้องน้ำคอนกรีต ที่สร้างไว้เรียบร้อยดี น้ำลำธารไหลตลอดเวลา น้ำค่อนข้างใสครับ ขันแรกที่อุณหภูมิ10กว่าองศานี่เย็นสะใจจริงๆ



 อาบน้ำเสร็จออกมา มีเสียงใครตะโกนไม่รู้ บอกเห็นแล้วๆ น้ำเสียงชาวคณะโห่ร้องดีใจ เหมือนเห็นซูเปอร์สตาร์ มองลงไปไกลๆ มองเห็นก้อนกลมๆขาวๆยืนยิ้มอยู่กลางทาง มีลุงแก่ๆถือไม้เท้าย่องตามหลังมาติดๆ ไม่แปลกหรอก แค่ระยะสายตามองเห็นกว่ามันจะย่องมาถึงเตนท์ยังใช้เวลาเกือบสิบนาที ออกเดินทาง 9.44 อ่าง โจร ถึงเตนท์ 17.50 ก็ดีนะ มาถึงเตนท์กางเสร็จ อาหารปรุงพร้อมใ้ห้กินทันที โจร อ่าง บอกว่า ที่ฝากลูกหาบไปได้ผลดีมากลูกหาบทุกตัวที่สวนทางลงไป บอกทุกคน "เพื่อนพี่ตามหากันอยู่นะ"


ที่พักเราใกล้กับที่ทำการอุทยาน มีเจ้าหน้าที่ คนที่ขึ้นมาพร้อมคณะเรานั่งยิ้มบริการตลอดเวลา ผมส่งแดงไปถามหาข้อมูลน้ำตกมอสมาซิ ว่าไปยังไง ดูรูปตั้งแต่ก่อนมาแล้ว อยากไปถ่ายมาก สวยจัง สวยจัง
แดงกลับมาบอก "เขาไม่ให้ไปพี่ เขาบอกลงไปลำบาก ต้องมีเจ้าหน้าที่นำ ต้องมีเชือกเดี๋ยวลื่น เขาไม่พาไปด้วย มันอยู่ฝั่งลาว แล้วก็ไม่บอกทางไปด้วย"ฟังคำอธิบายยาว แล้วเซ็ง อดอีกแล้ว น้ำตกมอสกู เซ็ง เซ็ง





คืนแรก ทุกคนแยกย้ายเข้าเตนท์ตั้งแต่ หนึ่งทุ่ม ฝนก็เริ่มลง ด้วยความไม่คุ้นกับการนอนเตนท์ ก็มีแต่เสียงคุยกันไปคุยกันมาทุกเตนท์ กางติดกัน เสียงแต่ละเตนท์เลยได้ยินกันชัดเจน สองทุ่มฝนเริ่มเทหนัก ผมไ่ม่ได้ปิดเตนท์ มองเห็นครูเดินเข้าออกเตนท์ ปากก็บ่นว่าน้ำเข้าๆ สักพักพี่ใหญ่ออกมา
เล่นกะครู ผมนึกภูมิใจเตนท์กูเล็กแต่ไม่รั่วว้อย นอนสบาย ยิ้มได้สักสิบนาที ตีนเริ่มเปียก ลุกขึ้นมาฉายไฟ ปลายเตนท์กลายเป็นแ่อ่งน้ำ ไล่หลานออกไปดูเตนท์ดิ๊ กางยังไงทำไมน้ำเข้า ตอนกางก็ไม่ได้ช่วยมันหรอกนะ เพราะกางไม่เป็น ไอ้มิคกี้กลับเข้ามา ผมเช็ดน้ำ นอนต่อ นอนได้อีกแป๊ป พลิกตัว อ้าวหัวแฉะ ฉายไฟดู ผมนอนหนุนกระเป๋าเสื้อผ้าที่ตอนนี้วางอยู่ในแอ่งน้ำ หมดแล้วเสื้อผ้ากูทั้งกระเป๋าเปียกหมด สรุปทั้งถุงนอน กระเป๋าเสื้อผ้า เปียกหมดทุกอย่าง นอนไม่ได้แล้ว ออกไปวิ่งเล่นดูเตนท์อื่นเขา พี่ใหญ่ พี่ส้ม ครู แอล วิ่งวุ่น เปิดเตนท์ใหญ่เข้าไปดูเจอไิอติมนอนกรนสบาย ผมทึ่งมาก มึงนอนได้ไงเนี่ย คนเดินไปมา โวยวาย เตนท์น้ำรั่วขนาดนี้ ไอ้นี่หลับสนิท แอลที่วางแผนว่าเอาเตนท์มาเอง จะนอนคนเดียว
ก็โดนครู กะพี่ใหญ่ไปนอนเบียด แถมกรนให้ฟังด้วยเป็นการตอบแทน




รุปทั้งหมด เข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ข้างล่างนี้


thejui/เดอะจุ๋ย to zidogang show details 8:52 PM (9 minutes ago)



ฝนลงหนักอากาศเย็นมากมาย ปวดฉี่ครับ ออกมามองซ้ายมองขวาหน้าเตนท์
ถามพี่ใหญ่ไปฉี่ตรงไหนมา พี่ใหญ่บอกหลังเตนท์นั่นแหละครับ ทำใจไม่ได้ว่ะ โล่งๆเกิน เดี๋ยวเตนท์ไหนเปิดออกมาจ๊ะเอ๋ ฉี่หดแน่ ทำตัวเป็นคนดี คว้าไฟฉายเดินไปห้องน้ำ สี่ทุ่มห้องน้ำไม่มีคน ไม่มีไฟ หยุดยืนหน้าห้องน้ำ ถามใจตัวเองไอ้มืดๆเงียบๆเนี่ย กล้าเข้าไปฉี่เหรอ ตอบเองเลยไม่กล้า กลับเหอะ ถ้าฉี่ๆอยู่ตัวไรโผล่มา แว่!! กรี๊ดกลางภูแน่กู สรุปก็หยุดฉี่แม่งข้างทางนั่นแหละ แล้วไม่รู้จะเดินไปทำไมตั้งแต่ทีแรก



วันที่ 2   12 สิงหา 2010













บรรยากาศกาแฟยามเช้ากลางหมอก

ตีห้าชาวคณะก็พร้อมหน้ากันตื่นมารายงานผล ทุกคนได้นอนแช่น้ำกันหมด แม้กระทั่งไอ้อ่างที่นอนกรน ก็ยังกรนทั้งๆที่แช่น้ำ
มื้อเช้าเป็นกาแฟ มาม่า ข้าวต้ม หอยแมลงภู่แห้งทอด ปลาหมึกแห้งทอด น้ำพริกนรก ไข่เค็มที่พี่้ส้มเตรียมมา อร่อยมาก







เก้าโมงได้ ไอติมนำชาวคณะเ้ข้าป่าไปลาว ในฐานะคนเดียวที่เคยมาแล้ว วิวสองข้างทางไม่ค่อยแตกต่างจากบริเวณกางเตนท์นัก เดินไป แวะถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ หมอกยังหนาอยู่มาก แต่ละคนก็กระเซ็นกระสายกันไป เราไปจบกันตรงหลักเขตสองประเทศไทย-ลาว ที่ตรงนี้มีคลื่นมือถือ หลายๆคนก็เลยได้โทรไปรายงานสถานะปัจจุบันกันให้ทางบ้านทราบ ผมโทรหาบี เสียงแหวๆกลับมา "หูย หนูโทรหาเป็นร้อยรอบเลยนะ โทรไปหาอุทยาน ให้เขาประกาศหาพี่ด้วย เก่งไม๊" ก็ต้องถามกลับไป "จะทำไปเพื่ออะไรวะ"

"ก็ติดต่อไม่ได้ง่ะ ก็ต้องให้เขาประกาศสิ กลับไปที่พักดูด้วยนะ ว่ามันประกาศไหม ถ้ามันไม่ประกาศ เดี๋ยวหนูจะได้โทรกลับไปเอาเรื่อง" นึกในใจเมียกูไม่ปรกตินะเนี่ย แล้วตั้งแต่ขึ้นมาก็ไม่เห็นมันมีลำโพงเลย มันจะเอาอะไรมาประกาศวะ หลังจากทุกคนโทรศัพท์ ถ่ายรูปกันเป็นที่พอใจ ก็ทะยอยกันเดินกลับ จุดนี้ห่างจากที่พักไม่กี่ร้อยเมตร เดินแป๊ปเดียวก็ถึง ขากลับผ่านที่บริการนักท่องเที่ยว ผมไปเลียบๆเคียงๆถามเอง "น้ำตกมอสอยู่ตรงไหน ไปยังไงพี่" "ไปไม่ได้ครับ มันอยู่ฝั่งลาว
มีทหารถือปืนลาดตระเวณด้วย ฝั่งเราต้องเที่ยวน้ำตกสายทิพย์" นึกในใจอีก อดแน่ๆกู





กลับมาถึงเตนท์ 11โมงกว่าๆ กินกันอีกแล้ว ข้าวสวย มาม่า ไข่เค็ม หอย ปลาหมึกทอด ปลาป๋อง อร่อยเหมือนเดิม ไอ้อ่างอิ่ม ไปนั่งคุยเล่นกะเ้จ้าหน้าที่อุทยาน ผมกำลังวุ่นกับการตากเสื้อผ้าที่เปียกฝนตั้งแต่เมืือคืน เสียงไอ้อ่าง เบียร์ ตะโกนมาแต่ไกล
มาแล้วพี่ มาแล้วพี่ หน้าตาดีใจ ผมถาม "อะไรวะ" "เขา วอ มาประกาศหาพี่แล้ว นายสุชยา กลับบ้านด่วน" เสียงชาวคณะหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่
สนุกกันจั๊งกับวีกรรมเมียกูเีนี่ย ไอ้เบียร์มาเสริม "มีโน๊ตที่เ้จ้าหน้าที่ถือขึ้นมาด้วยนะ เขียนใส่กระดาษใบเล็กๆมา นายสุชยา กลุ่ม22 กลับบ้านด่วน"
นึกในใจ นี่ถ้ากูไม่ได้คุยกะมันก่อน คงนึกว่าที่บ้านมีเรื่องร้ายอะไรแน่ นึกด่าเมียในใจ มันจะตามกูกลับเพื่ออะไรว้า
แต่ก็เป็นมุกในทริปนี้ให้ชาวคณะเอามาอำเล่น ชอบใจกัน ไปได้อีกนาน






ทางลงน้ำตกสายทิพย์ ชันมากๆ

เที่ยง เดินทางอีกรอบ ใกล้ๆที่กางเตนท์นี่เอง น้ำตกสายทิพย์ ทางลงค่อนข้างยาก ขณะที่เดินไปฝนก็เทลงมาอีกรอบ ทางเปียกมาก ลื่นมาก ถ้าร่วงก็ถึงพื้นเลย
น้ำตกสายทิพย์สวยมากครับ หินทุกก้อนเต็มไปด้วยมอสสีเขียวสด น้ำตกที่เดินไปได้มี3ชั้น สวยทุกชั้น ชั้นล่างสุดต้องปีนออกนอกรั้วไปกันเอง
ขนาดน้ำตกไม่ใหญ่ มีมุมให้ตั้งกล้องมาก ถ่ายกันอยู่นาน ชาวคณะหายหมด เหลือผม แดง ชั้นสอง ดอกหญ้า กับไอติม



มอสที่น้ำตกสายทิพย์เขียวได้ใจ ใบแดงสองใบนั่น ฝีมือผมนะพี่ใหญ่

กลับไปเตนท์ พี่ส้มเตรียมอาหารอีกแล้ว กินกันอีก กินกันทุก2-3ชั่วโมง กับข้าวเดิมๆแหละครับ น้ำพริก อาหารแห้ง มีแกงจืดกับผัดผักเพิ่มมาหน่อย









ผมไปเห็นแผนที่เส้นทางเดินเที่ยวชมวิวบนภูสอยดาว เป็นทางวงกลม ระยะทางราบ2.28กิโลเมตร อุ้ย จิ๊บ จิ๊บ ไปกันเถอะ กินข้าว นั่งเล่น พร้อมกันตอน
สี่โมงเย็น ดอกหญ้าขอ อยู่เฝ้าเตนท์ไม่ไปด้วย คราวนี้มุ่งหน้าทางชมอาทิตย์ตก เดินงงกันไป มา อยู่แป๊ป ก็เจอเส้นทางจริง เดินไปแวะถ่ายไปเรื่อยๆไม่รีบ
หมอกลงหนักมาก พอหมอกซา ก็ร้องเฮที่ได้เห็นวิว เทือกเขาเบื้องล่างกัน มีจุดให้แวะชมวิวเป็นพัก ทางราบ เดินกันเย็นๆไม่เหนื่อยครับ มีจุดบังเกอร์ให้ชม
มีต้นมณฑาดอยให้ชม นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเดินสวนไปสวนมาให้ไอ้อ่างตื่นเต้นเป็นพักๆ "อุ้ยกลุ่มนี้น่ารักผมจำได้" ระหว่างเดินเที่ยว ตัวที่ต้องระวังสุดคือไอ้อ่าง กะไอ้ชั้นสอง
ที่เดินไปตดไป โดยไม่บอกล่วงหน้า ผมไม่โดนแต่เห็นสีหน้าคนที่เดินตามมันแล้ว น่าสงสารมากๆ
พ้นจากบังเกอร์ มิคกี้ที่ไม่ถ่ายรูปเป็นตัวเดินนำ มีไอ้โจรที่แข็งแรงแล้วตามติด ทางเดินเริ่มแปลกๆ เป็นหญ้ารกต้นสูงท่วมหัว นักท่องเที่ยวที่เคยเดินสวนไปมา
ก็หายไปหมดแล้ว มองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น



เริ่มหลงทาง

ทางเดินแคบลงๆ มิคกี้ กับไอ้โจร หายไปจากสายตา ใจไม่ดี ต้องมีตะโกนเรียกกัน มีเสียงไอ้โจรตอบมาจากข้างหน้าไม่ไกลนัก เริ่มคิดกันแล้วว่า
มาถูกไหม ไหนเจ้าหน้าที่บอกว่าเดินง่ายไง ยังไงก็ไม่หลง มองไปไกลๆเห็นต้นไม้เทพ ยืนเด่นเป็นตระหง่านอยู่ริมหน้าผา มีป้ายย๊าวยาวติดอยู่กับต้นไม้
เดินไปอ่านกัน มันคงบอกว่าเราอยู่ที่ไหน โจรเดินไปอ่าน กรุณารักษาความ สะอาดตลอดเส้นทาง สาดดด ช่วยได้มากเลยนะนั่น
ตอนนั้นมีผมอยู่กับ โจร ชั้นสอง ไอติม มิคกี้ เริ่มมองหน้ากัน เอาไงดีวะ ทางเดินเริ่มเลือนลาง มิคกี้ยังมั่นใจกับการนำทางของตัวเองอยู่
เดินเข้าไปในพงหญ้าแล้วชี้บอกว่ามีทางไป ทางนี้ ทางนี้ ทุกคนก็เดินตามมัน เจอทางแยกออกซ้าย เส้นทางชัดเจนเหมือนเป็นทางหลัก
แต่ว่ามันเป็นทางลงเหวลึก เส้นทางดูมืดๆ ผมตัดสินใจเดินลงไปช่วงหนึ่ง เห็นทางช่วงถัดไปเป็นบันไดลิง ขั้นบันไดเป็นท่อนไม้ตอกติดผนังหิน พอถึงพื้นก็เป็นทางมืดๆตรงเข้าป่า
กูว่าไม่ใช่แล้วล่ะ กลัีบขึ้นมา มิคกี้พาเดินตรง มีต้นไม้ใหญ่สามต้นล้มอยู่กลางทุ่งหญ้า ทางเดินสุดอยู่แค่นั้น ไอ้มิคกี้ยอมแพ้เลิกนำเพราะหมดทางไปแล้วจริงๆ
กลุ่มใหญ่เดินตามมาถึีงพอดี มายืนรวมๆกันว่าเรามาผิดตรงไหนวะ น้องโบว์พูดขึ้นมาว่า "ตรงที่เราถ่ายรูปกันที่บังเกอร์หนูเห็นมีทางแยกไปอีกทางนะ
แต่เรามากันอีกทางนึง" เสียงหลายคนตอบพร้อมกัน "แล้วทำไมไม่บอกก่อน"
พร้อมใจกันเดินกลับครับ พอเข้าสู่ทางเดิมก็เจอเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็เลยตอกย้ำความมั่นใจให้ ว่าไปทางนี้นะครับ แ้ล้วก็จะวนกลับไปที่กางเตนท์ได้
สบายใจล่ะ มีใครไปถามเจ้าหน้าที่ด้วยว่า ไอ้ทางมืดๆที่แยกลงเหวนะ ทางไปน้ำตกมอสใช่ไหม เจ้าหน้าที่ตอบทันที "ใช่ครับ"
ไ้ด้ิยินแล้วผมดีใจ ถึงไมไ่ด้เห็นไม่ได้ถ่าย กูก็ได้เห็นทางไปล่ะวะ อย่างน้อยก็รู้แระว่าน้ำตกมอสไปทางไหน
พอเข้าทางเดิมได้ ทุกคนก็เดินกันกลับตัวใครตัวมัน ผมแยกออกทางลัดมากับพี่ใหญ่ ชั้นสอง แดง เป็นทางที่ตัดทุ่งหงอนนาคกลับไปที่กางเตนท์
ด้วยความที่เป็นอุทยานแห่งชาติที่เดินทางมาด้วยความยากลำบาก นักท่องเที่ยวจะมากอย่างไรจึงมีแค่หลักร้อย นักท่องเที่ยวบนยอดภูจึงไม่หนาตานัก
ทำให้สภาพธรรมชาติแต่ละจุดบนภู จึงยังไม่ช้ำ ไม่ถูกเหยียบย่ำ เหมือนอุทยานแห่งชาติือื่น แต่ละจุดที่คณะเราเข้าไป จึงยังคงสภาพที่สมบูรณ์มากนัก
แม้แต่สภาพทุ่งหงอนนาค ที่ติดกับจุดกางเตนท์ก็ยังคงสวยงาม

ทางลัดผ่านทุ่งหงอนนาคมาลานกางเตนท์ ดอกหงอนนาคยังสมบูรณ์มากมาย



กลับไปถึงจุดกางเตนท์หกโมงเย็นพอดี พี่ส้มก็ยังทำหน้าทีเ่ดิม เตรียมข้าวปลาอาหารให้ชาวคณะ เจ้าหน้าที่มาบอกว่า มีเพื่อนพี่ตัวอ้วนๆใส่แว่นมาถามหานะ เขาอยู่แถวๆนี้ล่ะ
น้าแสนครับ ตามมาจริงๆ แต่ช้าไปวันนึง สมาชิกบางส่วนก็ไปทำธุระส่วนตัว บางส่วนก็กินข้าว สักพักน้าแสนก็โผล่มาทักทายชาวคณะ แอลได้เพื่อนนอนอีกคนแล้ว
คืนนี้พี่ใหญ่โดนไล่ กลับมานอนเตนท์ใหญ่
ผมถามน้าแสน "กลับเมื่อไหร่" "กลับพร้อมพวกพี่น่ะแหละ" "โห มึงขึ้นมาทามมาย เดินเจ็ดกิโลขึ้นมาคนเีดียว นอนหนึ่งคืนแล้วลงเนี่ยนะ รักเพื่อนมากเลยเนอะ"
คนอื่นลงไปยังนั่งรถกลับนะครับ แสนเพิ่งออกรถใหม่แล้วขับมาอุตรดิตถ์ ขึ้นมาพักแค่หนึ่งคืนเดินลงแล้วยังต้องขับรถต่อ ไปรับเมียอีก เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ป๊อด ต้องลงทุนขนาดนี้
เชียวหรือ ไอ้อ่างยืนด่า "ไอ้นี่มาโขมยซีนกู"




น้าแสนมาแว้ววว








สักพักมีเสียงฮือฮา หลายคนชี้มือไปทางยอดเขา เย็นนี้ฟ้าเปิดครับ อยู่มาสองวันเพิ่งได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าก็เย็นนี้
พอฟ้าเปิดทำให้มองเห็นว่า เบื้องหน้าเรานี้คือยอดเขาภูสอยดาวที่สูงตระหง่านที่สูงเป็นอันดับ4 ของประเทศ แล้วก็มีเมฆทรงประหลาดเป็นรูปร่างล้อเลียนทรงยอดเขา
ลอยอยู่เหนือกันติดๆ เป็นภาพที่น่าประทับใจ หลายๆคนได้ถ่ายมา แต่ผมเก็บกล้องเข้าเตนท์ไปแล้ว
เสียงฮือฮาจากชาวคณะดังอีกรอบ ดวงอาทิตย์ตอนเย็นครับ โผล่มาให้เห็นแค่ไม่ถึงสิบนาที ส่องแสงสุดท้ายมาที่ทุ่งดอกหงอนนาค อันนี้ผมอดใจไม่ได้แล้ว ต้องวิ่งกลับ
ไปเอากล้อง กดได้แค่3-4รูป แสงก็หมดไปแล้ว เสียดายจริงๆ หยิบกล้องมาแล้ว ก็เลยเดินไปจุดชมวิวอาทิตยตกซะเลย
แต่เมฆหนาเกิน ดวงอาทิตย์เข้าเมฆไปแล้วก็หายลับไปเลย ยืนรอแสงสวยๆกันจนทุ่มกว่า จนต้องยอมแพ้ไม่มีแล้วล่ะ กลับเตนท์ดีกว่า จุดนี้ล่ะที่โจรได้ภาพสวยๆมา

คืนนี้ชาวคณะพร้อมใจกันย้ายเตนท์ ห่างจากจุดเดิม ไปล้อมเตนท์คณะอื่น แดงไปคุยกะเขามาทราบว่ามาจากกระทรวงการคลัง มองแล้วน่าสงสารชะตากรรมเขามาก
เพราะไอ้อ่างไปกางเตนท์ติดกับเขาเลย คืนนี้ผมเข้านอนสองทุ่ม มีเสียงกรนไอ้อ่าง คลออยู่ข้างเตนท์รออยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนอื่นๆคง จะนั่งเล่นกันยาว เพราะเห็นว่าสั่ง
ลีโอกันขึ้นมาหกขวด นอนฟังเสียงไอ้อ่างไป สักพักเสียงไอ้เบียร์ก็ขึ้นมาตอบรับ แต่เบากว่าเสียงพี่มัน เสียงขลุกขลิกๆอยู่ในคอ แบบเด็กเพิ่งหัดกรน แต่ยาว แล้วเสียงพี่
มันก็โผล่ขึ้นมาดุน้อง "โฮกกกกก" แล้วก็ตะวัดกลับ "คร๊วบ" กรนได้เฮี่ยจริงๆ เพลินจริงกู เสียงจากเตนท์้ข้างๆฟังไม่คุ้นหูเพราะ ไม่ใช่พวกเรา เป็นเสียงผู้ชายกำลังเข้าเตนท์
คุยกับผู้หญิงที่อยู่ในเตนท์แล้ว "เสียงอะไรง่ะเธอ" ผู้หญิงตอบ "เสียงกรนสิ" ผู้ชายยังสงสัยอยู่"กรนแบบนี้เลยเหรอ" จบการสนทนาระหว่างชายหญิงคู่นั้น อยากแนะนำจริงๆ
หึๆ มึงจะย้ายเตนท์กันตอนสองทุ่ม ไหมล่ะ ยังทันนะ

อาหารอร่อยจัง

**************
ลากันที่ เจ้า... ภูสอยดาว 
ลงกัน ตอน 9.30am
ผมลงมาชุดแรก บ่ายโมง ใช้เวลา 3ชั่วโมง 
แล้วก็ตามๆๆกันมา ออกจาก อช บายสองครึ่ง 









*****************************************************************

Day3
thejui/เดอะจุ๋ย to zidogang  

รุปทั้งหมด เข้าไปดูได้ที่ ลิงค์ข้างล่างนี้





หกโมงเช้าเดินไปทักทายชาวคณะ พี่ส้มมีโจ๊ก ข้าวต้ม ไว้ต้อนรับ เมื่อวานเราสั่งอาหารไปเพิ่ม เลยอุดมสมบูรณ์กันมากขึ้น มีทั้งกาแฟ และเฮลซ์บลูบอย
เดินเข้าไปนั่งข้างพี่ใหญ่ เอาน้ำว่าวนวดขา ที่นอนพี่ใหญ่น่าสงสารมาก สั่งแผ่นรองนอนมา แต่แผ่นชุ่มไปด้วยน้ำ พี่ใหญ่น่าจะเป็นคนเดียวในคณะเราที่นอนแช่น้ำทั้งคืน
เพราะทุกคนหลับกันแฮปปี้มาก หลังจากย้ายเตนท์กันแล้ว
เสร็จอาหารเช้า ก็ช่วยกันเก็บเตนท์ครับ เก็บข้าวของส่วนตัว ส่วนรวม ลูกหาบมารอรับแล้ว สภาพลานกางเตนท์ค่อยๆหายกันไปทีละเตนท์ ขนาดว่าเราเก็บเตนท์เสร็จกันตั้งแต่
แปดโมง ก็ยังมีหลายคณะลงไปก่อนหน้าเรา กลายเป็นว่าสัมภาระขาลงกลับหนักกว่าขาขึ้นมาอีก ปาเข้าไป320กิโล เพราะบรรดาเครืองนอนอุ้มน้ำ ทำให้หนักกว่าเดิมอีก
ทริปนี้ลูกหาบได้เงินซิโด้ไป11,000บาท

ขาลงเหมือนเดิมครับเด็กๆไปไว โจรน้ำหน้า พอถึงเนินมรณะ โจรก็กลับไปอยู่หลังเหมือนเดิม ผมอยู่กะเบียร์ พีเจ พี่ส้ม พี่ตังเหมือนเดิม มีอ่างคอยร่วมขบวนด้วยขาลง
แอล กะ ครู ลงมาด้วยกัน แต่ด้วยตกกะไดพลอยโจรตัวนี้ ที่ขาพลิกระหว่างลง ครูกะแอล ก็เลยต้องคอยดูแล เอาชีวิตของโจรลงมาให้ถึงพื้น
เด็กๆถึงพื้น11โมง ผมถึงเ12.30 โจรกะครู แอล ถึงพื้นเกือบบ่ายสอง อาบน้ำที่ห้องน้ำอุทยาน กินข้าวที่ร้านหน้าอุทยานที่ไม่อร่อยสักอย่าง
เดินทางออกจากอุทยานบ่ายสอง วิ่งออกจากอุทยานครึ่งชั่วโมงได้ ถึงมีคลื่นมือถือ แวะไหว้พระพุทธชินราช แวะกินข้าว แวะส่่งดอกหญ้า แดง
ถึงกรุงเทพเกือบเที่ยงคืน

เป็นทริปที่ประัทับใจหลายๆอย่างครับ
ทุกคนน่าจะพูดเหมือนกันว่าเป็นทริปที่ลำบาก เหนื่อยที่สุดที่เคยไปกันมา เป็นความภูิมิใจครับที่ไปได้ไปถึง แต่ก็ไม่อยากเที่ยวเหนื่อยแบบนี้กันอีก
แม้จะเหนื่อย หิวน้ำ ปวดเมื่อย กินลำบาก ขี้ลำบาก อาบน้ำลำบาก แต่ตลอดเวลาที่อยู่บนภูก็มีแต่เสียงหัีวเราะเฮฮา มิตรภาพในซิโด้ยังคงเอกลักษณ์
ไว้ได้เหนียวแน่นไม่่ว่าทริปหรือมีทติ้งไหน คนที่เพิ่งเคยเจอกันหนแรกอย่าง แดง โบว์ ดอกหญ้า ก็สามารถสนิทสนมเข้ากับคณะได้อย่างรวดเร็ว
ไม่นับไอ้มิคกี้นะที่มันกลับมาบอกแม่มันว่าสนุก แต่เราดูไม่ออก
เป็นภาพที่น่าประทับใจครับ การได้กินข้าวด้วยกันกลางฝน ได้นอนแช่น้ำด้วยกัน ช่วยกันกางเตนท์ หาบน้ำ ล้างจาน ได้เีบียดกันนอน
















เช้าวันกลับครับ

ขอบคุณพี่ส้ม พี่ตัง จินตนาการไม่ถูกจริงๆครับ ถ้าไม่มีพี่ไปร่วมจะเป็นยังไงกันเนี่ย คงอดตายกันหมด ขอบคุณมากๆที่เหนื่อย เจียดเวลาถ่ายรูป
มาเป็นธุระจัดการเตรียมเสบียง จัดการเรื่องเงิน พี่บริหารงบได้เยี่ยมครับ

ขอบคุณครู ไม่มีครูก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้ากันแน่ๆ จะไปหาเช่าเตนท์ เช่าถุงนอนที่ไหนยังไงวะ ครูวุ่นวาย เดือดร้อนมากกับทริปนี้ กับเรื่องยืมเตนท์
ถุงนอน เตาแก๊ส หม้อสนาม ตะเกียง แล้วยังต้องเอาไปตาก ไปคืนเองอีก หาเ่ช่ารถให้อีก ถ้าเป็น2รถตู้วุ่นวายกว่านี้เยอะแน่ๆ แต่กูรู้ว่ทริปนี้ครูแฮปปี้ หึ หึ

ขอบคุณเบียร์ พีเจ ที่แบ่งข้าวเหนียว หมูปิ้งให้กินขาขึ้น เห็นมึงกินเยอะแล้วพี่รู้สึกผิดจริงๆไปแย่งกิน มันคงไม่อิ่ม ขอบคุณที่คอยคว้าคอไว้ให้เรื่อยๆตอนลื่นขาลง
ขอบคุณพีเจที่เสียสละเสื้อฝนให้ใส่ตอนขาขึ้น

ขอบคุณไอติม ที่แบ่งซิลิก้าเจลมาให้ใส่กระเป๋ากล้องที่เปียกมั่กๆ ทริปหน้าจะซื้อไปคืนนะ ถ้าไม่ลืม

ขอบคุณน้องโบว์ สำหรับพลาสเตอร์ยาแปะกันรองเท้ากัด และพ่อโบว์ที่โคตรใจดี ไปกลับรถไกลๆเพื่อไปส่งมิคกี้ แล้วเข้าซอยลึกๆไปส่งพี่ถึงบ้าน

ขอบคุณแอล ที่เสียสละถุงนอนแห้งๆมาให้ในคืนที่สอง เพราะน้าหลานไม่เหลือถุงนอนเลยสักใบ

ขอบคุณพี่ใหญ่ ที่ให้ถุงนอนเปียกๆมาอีกใบ แต่ก็ยังดีกว่าของผมที่ตากไว้แล้วฝนตกอีก

ขอบคุณไอ้อ่าง ไอ้โจร ที่รู้แน่ว่าสังขารตัวเองไม่ไหว แต่ก็ยังสู้จนถึงที่สุด ซึ้งที่ใจสู้จริงๆว่ะ

ขอบคุณไอ้ชั้นสอง ไอ้เวร ที่เอาของส่วนกลางไปเก็บไว้ในเตนท์ ให้คนอื่นเขาไม่ได้ใช้กัน

ขอบคุณแดง ที่เอามีดไปใช้ประโยชน์ในนาทีสุดท้าย ตัดไม้ค้ำให้ชาวคณะรวมทั้งตัวผม ในขาเดินลง ขอบคุณช่วยถือขาตั้งตามหลังตลอดเวลาครับ

ขอบคุณดอกหญ้า ผู้หญิงใจกล้า ใจสู้ ที่มั่นใจในความปลอดภัยกับชาวคณะซิโด้ ถึงกล้ามารอคนเดียวตอนตีสอง


เจอกันทริปหน้าครับ เขาสก ธันวาคม

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.